Bok200 บอกด่าน

บทความ › กฎจราจร & ค่าปรับ

ใช้มือถือขณะขับ ผิดแค่ไหน? hands-free ใช้ได้อย่างไร และวิธีเลิกนิสัย

ถือหรือจับโทรศัพท์ขณะขับมีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาทและตัด 1 คะแนน ใช้ได้เฉพาะแบบไม่ต้องถือหรือจับ พร้อมวิธีตั้งค่ามือถือและเทคนิคเลิกเช็กจอขณะขับ

เผยแพร่ 24 ต.ค. 2569อัปเดต 19 ต.ค. 2569อ่าน 1 ครั้ง
⚠️ เนื้อหาฉบับร่าง ยังไม่ผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญ — โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐก่อนใช้อ้างอิง
แชร์บทความFacebookLINEXThreads

เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นระหว่างขับ มือก็เอื้อมไปหยิบโทรศัพท์แทบจะอัตโนมัติ เปิดดูแป๊บเดียว ตอบสั้น ๆ คำเดียว แต่ช่วงเวลาที่สายตาอยู่บนจอ รถยังเคลื่อนที่ต่อไป และสถานการณ์ข้างหน้าเปลี่ยนได้ในพริบตา

กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามใช้โทรศัพท์ทั้งหมด แต่ห้าม ถือหรือจับ โทรศัพท์ขณะขับ บทความนี้อธิบายว่าอะไรทำได้ อะไรผิด และมีเทคนิคอะไรช่วยให้เลิกนิสัยเช็กมือถือระหว่างขับได้จริง

กฎหมายว่าอย่างไร

มาตรา 43 พ.ร.บ.จราจรทางบก อนุมาตรา (9) ห้ามผู้ขับขี่ขับรถ ในขณะใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ เว้นแต่ใช้โดย ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์ ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด

ข้อนี้ใช้กับ "ผู้ขับขี่รถ" ทุกประเภท ทั้งรถยนต์ รถกระบะ รถบรรทุก และรถจักรยานยนต์

โทษ

ความผิด ค่าปรับสูงสุด ตัดคะแนน
ขับรถขณะถือหรือจับโทรศัพท์ ไม่เกิน 4,000 บาท (มาตรา 157) 1 คะแนน
ขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว เช่น ส่ายไปมาเพราะก้มดูจอ ไม่เกิน 4,000 บาท 1 คะแนน

ทั้งสองข้อเป็นความผิดทางพินัย แต่ถ้าการขับขณะเล่นโทรศัพท์ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ผู้ขับอาจต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งเพิ่มอีก ดูการสะสมคะแนนได้ที่ ระบบตัดคะแนนใบขับขี่

อะไรทำได้ อะไรไม่ควรทำ

พฤติกรรมขณะขับ ตามกฎหมาย ความปลอดภัย
ถือโทรศัพท์แนบหูคุย ผิด อันตราย
ถือพิมพ์ข้อความ เล่นโซเชียล ดูคลิป ผิด อันตรายมาก
หนีบโทรศัพท์ไว้ระหว่างไหล่กับหู เสี่ยงผิด เพราะยังต้องจับหรือประคองโทรศัพท์ อันตราย
ขี่มอเตอร์ไซค์มือหนึ่งถือโทรศัพท์ ผิด อันตรายมาก
คุยผ่านหูฟังบลูทูธหรือระบบเครื่องเสียงรถ โดยไม่ต้องจับเครื่อง ทำได้ ยังเสียสมาธิ ควรคุยสั้น ๆ
ดูแผนที่จากโทรศัพท์ที่ยึดไว้กับที่วางหน้ารถ ทำได้เมื่อไม่ต้องถือหรือจับ ตั้งเส้นทางให้เสร็จก่อนออกรถ

แม้ hands-free จะถูกกฎหมาย แต่สมองยังแบ่งความสนใจไปกับบทสนทนา ถ้าเป็นเรื่องเครียดหรือต้องคิดเยอะ ควรบอกปลายสายว่าจะโทรกลับเมื่อจอดแล้ว

ไรเดอร์และคนขับรถรับส่งที่ต้องใช้แอปทำงาน ควรยึดโทรศัพท์ไว้กับที่วางให้มั่นคง ตั้งให้แอปอ่านออกเสียงหรือแจ้งเตือนด้วยเสียง และกดรับงาน ตอบแชตลูกค้า หรือโทรหาลูกค้าเฉพาะตอนจอดรถแล้วเท่านั้น งานที่เร่งรีบไม่ใช่เหตุผลที่กฎหมายยกเว้นให้

ทำไม "แวบเดียว" ก็อันตราย

การใช้โทรศัพท์ดึงความสนใจของเราไปพร้อมกัน 3 ทาง คือ สายตา ที่ละจากถนนไปที่จอ มือ ที่ละจากพวงมาลัยหรือแฮนด์ และ ความคิด ที่ไปอยู่กับข้อความหรือบทสนทนา

ลองคิดง่าย ๆ ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. รถเคลื่อนที่ประมาณ 17 เมตรในทุก 1 วินาที ถ้าก้มดูจอเพียงไม่กี่วินาที เท่ากับเราขับไปหลายสิบเมตรโดยไม่ได้มองถนนเลย ช่วงนั้นอาจมีรถคันหน้าเบรก มีคนเดินข้ามทางม้าลาย หรือมีมอเตอร์ไซค์เปลี่ยนช่องเข้ามา

อีกเรื่องที่คนมักมองข้ามคือ เวลาที่ต้องใช้ในการกลับมาโฟกัส แม้เงยหน้าจากจอแล้ว สมองยังต้องใช้เวลาประเมินสถานการณ์ใหม่ว่ารถรอบตัวอยู่ตรงไหน ทำให้ตอบสนองช้าลงกว่าปกติ สำหรับมอเตอร์ไซค์ การปล่อยมือข้างหนึ่งไปจับโทรศัพท์ยังทำให้ควบคุมรถและเบรกได้ไม่เต็มที่ด้วย

8 เทคนิคเลิกนิสัยเล่นมือถือขณะขับ

  1. เปิดโหมดขับขี่หรือโหมดโฟกัส ให้โทรศัพท์ปิดเสียงแจ้งเตือนเองเมื่อเชื่อมต่อกับรถหรือตรวจพบว่ากำลังขับ
  2. ตั้งข้อความตอบกลับอัตโนมัติ เช่น "กำลังขับรถ เดี๋ยวติดต่อกลับ" คนที่ทักมาจะไม่รู้สึกว่าถูกเมิน
  3. ตั้งค่าทุกอย่างก่อนออกรถ ทั้งเส้นทาง เพลย์ลิสต์ และการเชื่อมต่อบลูทูธ
  4. วางโทรศัพท์ให้พ้นมือ ถ้าไม่ได้ใช้นำทาง ให้เก็บไว้ในกระเป๋าหรือช่องเก็บของ
  5. ใช้คำสั่งเสียง สำหรับโทรออกหรือเปลี่ยนเพลง แทนการแตะหน้าจอหลายครั้ง
  6. ให้ผู้โดยสารช่วย เป็นคนอ่านข้อความ ตอบแชต หรือเปลี่ยนเส้นทางแทน
  7. ตั้งกติกากับตัวเอง ว่าไฟแดงก็ยังไม่ใช่เวลาเล่นโทรศัพท์ เพราะไฟเขียวมาเมื่อไรเราก็ยังไม่พร้อม
  8. จอดให้ถูกที่ก่อนใช้งาน ถ้าจำเป็นต้องคุยหรือพิมพ์จริง ๆ ให้เข้าปั๊มน้ำมัน ลานจอด หรือจุดพักรถ อย่าหยุดในช่องเดินรถ บนสะพาน หรือในทางแยก ซึ่งเป็นจุดห้ามหยุดตามกฎหมาย

💡 ใน Bok200 โหมดขับขี่ออกแบบให้ใช้งานด้วยเสียงได้ และให้ผู้โดยสารช่วยกดรายงานเหตุบนถนนแทน คนขับจึงไม่ต้องละสายตาจากถนน

เช็กลิสต์ก่อนออกรถ

สรุป

🎓 ทำ quiz กฎจราจรประจำวัน รับแต้ม
แชร์บทความFacebookLINEXThreads
แหล่งอ้างอิง