นอกจากการเป่าแอลกอฮอล์แล้ว กฎหมายจราจรยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจว่าผู้ขับเสพยาเสพติดหรือไม่ เรื่องนี้มีขั้นตอนตามกฎกระทรวงชัดเจน ตั้งแต่การเก็บปัสสาวะไปจนถึงการตรวจยืนยันผลในห้องปฏิบัติการ
บทความนี้สรุปว่าใครมีอำนาจตรวจ ตรวจอย่างไร ปฏิเสธได้หรือไม่ และยาที่ใช้กันทั่วไปตัวไหนที่ควรระวังก่อนจับพวงมาลัย
กฎหมายห้ามอะไร
มาตรา 43 ทวิ พ.ร.บ.จราจรทางบก ห้ามผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษ หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด และให้อำนาจหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานจราจร หรือผู้ตรวจการ จัดให้มีการตรวจผู้ขับขี่รถบางประเภทตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศ ถ้าผลตรวจเบื้องต้นไม่พบ ผู้ขับก็ขับรถต่อไปได้
ประเภทรถที่อยู่ในประกาศอาจมีการปรับปรุง จึงควรดูประกาศฉบับล่าสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ส่วนกรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้ขับหมดสติหรือบาดเจ็บจนให้ความยินยอมไม่ได้ พนักงานสอบสวนขอให้แพทย์เก็บตัวอย่างเลือดหรือปัสสาวะเพื่อตรวจได้ (มาตรา 43 ทวิ/1)
ขั้นตอนตรวจตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2548
กฎกระทรวงตรวจสารเสพติดผู้ขับขี่ พ.ศ. 2548 กำหนดวิธีตรวจหาแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน (เช่น ยาบ้า ไอซ์) จากปัสสาวะ ดังนี้
| ขั้นตอน | สิ่งที่เกิดขึ้น | ที่มา |
|---|---|---|
| 1. เก็บปัสสาวะ | ใช้ขวดสะอาดแห้ง ขนาดประมาณ 60 มิลลิลิตร มีฉลากระบุชื่อ อายุ ที่อยู่ วันเวลา ผู้รับการตรวจถ่ายปัสสาวะประมาณ 30 มิลลิลิตรภายใต้การควบคุม เพื่อกันการเจือจางหรือสลับตัวอย่าง และลงชื่อกำกับบนฉลาก | ข้อ 2 |
| 2. ตรวจเบื้องต้น | ทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสี (Color Test) หรือภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunoassays) โดยผู้ที่ผ่านการอบรม และให้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่กำหนดร่วมปฏิบัติทุกครั้ง เว้นแต่เร่งด่วนรอไม่ได้ ต้องบันทึกเหตุไว้ | ข้อ 1, ข้อ 3 |
| 3. ผนึกตัวอย่าง | ถ้าผลเบื้องต้นอาจมีสารเสพติด ต้องปิดขวดที่เหลือ ผนึกด้วยแถบกาว ลงชื่อทั้งผู้ทดสอบและผู้รับการตรวจ แล้วส่งแบบแช่เย็นไปตรวจยืนยัน | ข้อ 3 |
| 4. ตรวจยืนยัน | ห้องปฏิบัติการที่กำหนด เช่น หน่วยพิสูจน์หลักฐานของตำรวจ สำนักงาน ป.ป.ส. หรือโรงพยาบาลของรัฐ ตรวจด้วยวิธีแยกสาร (Chromatography) | ข้อ 4 |
| 5. ตัดสินผล | ผลเบื้องต้นพบสารตั้งแต่ 1 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ขึ้นไป และผลยืนยันพบแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน จึงถือว่าเป็นผู้เสพ | ข้อ 5 |
สิ่งที่ผู้ขับควรสังเกตคือ ตัวอย่างต้องมีฉลาก ลงชื่อกำกับ และผนึกต่อหน้าคุณ และผลเบื้องต้นอย่างเดียวยังไม่ใช่ข้อสรุป ต้องมีการตรวจยืนยันด้วย
ปฏิเสธการตรวจได้ไหม
ไม่ควรปฏิเสธ เพราะมีผลทางกฎหมายโดยตรง
- ผู้ขับที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ตรวจ มีค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 4,000 บาท (มาตรา 157/1)
- เจ้าหน้าที่มีอำนาจกักตัวไว้เท่าที่จำเป็นเพื่อให้การตรวจเสร็จโดยเร็ว และเมื่อยอมตรวจแล้วผลเบื้องต้นไม่พบ ต้องปล่อยตัวทันที (มาตรา 43 ทวิ วรรคสาม)
- การปฏิเสธจึงไม่ได้ทำให้จบเร็วขึ้น แต่เพิ่มความผิดและเสียเวลามากกว่าเดิม
โทษเมื่อตรวจพบว่าขับขณะเสพ
| ผลของการกระทำ | โทษตามมาตรา 157/1 |
|---|---|
| ขับขณะเสพ (ยังไม่มีผู้บาดเจ็บ) | โทษตามกฎหมายยาเสพติดเพิ่มอีกหนึ่งในสาม และศาลสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอน |
| ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตราย | จำคุก 1–5 ปี และปรับ 20,000–100,000 บาท พักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปีหรือเพิกถอน |
| ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส | จำคุก 2–6 ปี และปรับ 40,000–120,000 บาท พักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือเพิกถอน |
| ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย | จำคุก 3–10 ปี และปรับ 60,000–200,000 บาท และเพิกถอนใบขับขี่ |
นอกจากนี้ยังถูกตัด 4 คะแนนตามระบบตัดคะแนน (ดู ระบบตัดคะแนนใบขับขี่)
ยาที่ควรระวังก่อนขับ
ยาที่ซื้อได้หรือแพทย์สั่งโดยถูกต้อง ไม่ใช่ยาเสพติดตามมาตรา 43 ทวิ แต่ถ้ากินแล้วง่วง ซึม มึน หรือตอบสนองช้า อาจเข้าข่ายขับรถ "ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ" ตาม มาตรา 43 (1) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 2,000–10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 158/1) และถูกตัด 3 คะแนน
กลุ่มยาที่มักมีคำเตือนเรื่องความง่วง เช่น
- ยาแก้แพ้ แก้คัดจมูก น้ำมูกไหล บางชนิด
- ยาแก้ไอ ยาแก้หวัดบางสูตร
- ยานอนหลับ ยาคลายเครียด ยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด
- ยาแก้ปวดที่แรงบางชนิด และยาที่ใช้รักษาโรคทางระบบประสาทบางกลุ่ม
ยาบางชนิดอาจทำให้ผลตรวจเบื้องต้นคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่กฎกระทรวงกำหนดให้ต้องตรวจยืนยันทุกครั้ง ถ้าคุณกินยาอยู่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ก่อนตรวจว่ากินยาอะไร
เช็คลิสต์ก่อนขับเมื่อกินยา
- ☐ อ่านฉลากว่ามีคำเตือน "อาจทำให้ง่วงซึม" หรือ "ห้ามขับขี่ยานพาหนะ" หรือไม่
- ☐ ถามเภสัชกรหรือแพทย์ว่ายานี้ขับรถได้ไหม และควรเว้นกี่ชั่วโมง
- ☐ ไม่กินยาร่วมกับแอลกอฮอล์
- ☐ เก็บฉลากยาหรือใบสั่งยาไว้ในรถ เผื่อต้องอธิบาย
- ☐ รู้สึกง่วงหรือมึนเมื่อไร ให้คนอื่นขับหรือเรียกรถแทน
💡 กฎง่าย ๆ คือ ถ้ายาทำให้คุณไม่อยากทำงานที่ต้องใช้สมาธิ ก็อย่าเพิ่งขับรถ รอจนฤทธิ์ยาหมดแล้วค่อยออกเดินทาง
สรุป
- เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน และผู้ตรวจการ ตรวจสารเสพติดผู้ขับรถบางประเภทตามประกาศของ ผบ.ตร. ได้
- การตรวจใช้ปัสสาวะ ตรวจเบื้องต้นแล้วต้องตรวจยืนยัน ถือว่าเสพเมื่อพบตั้งแต่ 1 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรและผลยืนยันตรงกัน
- ไม่ยอมตรวจมีค่าปรับไม่เกิน 4,000 บาท และอาจถูกกักตัวจนกว่าจะตรวจเสร็จ ส่วนขับขณะเสพมีโทษหนักและตัด 4 คะแนน
- ยาที่ทำให้ง่วงแม้ถูกกฎหมาย ก็อาจทำให้ผิดฐานขับขณะหย่อนความสามารถได้


