Bok200 บอกด่าน

บทความ › กฎจราจร & ค่าปรับ

ตรวจสารเสพติดผู้ขับขี่ ใครตรวจได้ ปฏิเสธได้ไหม ยาอะไรต้องระวัง

ขั้นตอนตรวจปัสสาวะตามกฎกระทรวง 2548 เกณฑ์ที่ถือว่าเป็นผู้เสพ โทษเมื่อตรวจพบหรือไม่ยอมตรวจ และยาทั่วไปที่ทำให้ง่วงจนเสี่ยงผิดกฎหมาย

เผยแพร่ 22 ต.ค. 2569อัปเดต 19 ต.ค. 2569อ่าน 1 ครั้ง
⚠️ เนื้อหาฉบับร่าง ยังไม่ผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญ — โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐก่อนใช้อ้างอิง
แชร์บทความFacebookLINEXThreads

นอกจากการเป่าแอลกอฮอล์แล้ว กฎหมายจราจรยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจว่าผู้ขับเสพยาเสพติดหรือไม่ เรื่องนี้มีขั้นตอนตามกฎกระทรวงชัดเจน ตั้งแต่การเก็บปัสสาวะไปจนถึงการตรวจยืนยันผลในห้องปฏิบัติการ

บทความนี้สรุปว่าใครมีอำนาจตรวจ ตรวจอย่างไร ปฏิเสธได้หรือไม่ และยาที่ใช้กันทั่วไปตัวไหนที่ควรระวังก่อนจับพวงมาลัย

กฎหมายห้ามอะไร

มาตรา 43 ทวิ พ.ร.บ.จราจรทางบก ห้ามผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษ หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศกำหนด และให้อำนาจหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานจราจร หรือผู้ตรวจการ จัดให้มีการตรวจผู้ขับขี่รถบางประเภทตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประกาศ ถ้าผลตรวจเบื้องต้นไม่พบ ผู้ขับก็ขับรถต่อไปได้

ประเภทรถที่อยู่ในประกาศอาจมีการปรับปรุง จึงควรดูประกาศฉบับล่าสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนกรณีเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้ขับหมดสติหรือบาดเจ็บจนให้ความยินยอมไม่ได้ พนักงานสอบสวนขอให้แพทย์เก็บตัวอย่างเลือดหรือปัสสาวะเพื่อตรวจได้ (มาตรา 43 ทวิ/1)

ขั้นตอนตรวจตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2548

กฎกระทรวงตรวจสารเสพติดผู้ขับขี่ พ.ศ. 2548 กำหนดวิธีตรวจหาแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน (เช่น ยาบ้า ไอซ์) จากปัสสาวะ ดังนี้

ขั้นตอน สิ่งที่เกิดขึ้น ที่มา
1. เก็บปัสสาวะ ใช้ขวดสะอาดแห้ง ขนาดประมาณ 60 มิลลิลิตร มีฉลากระบุชื่อ อายุ ที่อยู่ วันเวลา ผู้รับการตรวจถ่ายปัสสาวะประมาณ 30 มิลลิลิตรภายใต้การควบคุม เพื่อกันการเจือจางหรือสลับตัวอย่าง และลงชื่อกำกับบนฉลาก ข้อ 2
2. ตรวจเบื้องต้น ทดสอบปฏิกิริยาการเกิดสี (Color Test) หรือภูมิคุ้มกันวิทยา (Immunoassays) โดยผู้ที่ผ่านการอบรม และให้ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่กำหนดร่วมปฏิบัติทุกครั้ง เว้นแต่เร่งด่วนรอไม่ได้ ต้องบันทึกเหตุไว้ ข้อ 1, ข้อ 3
3. ผนึกตัวอย่าง ถ้าผลเบื้องต้นอาจมีสารเสพติด ต้องปิดขวดที่เหลือ ผนึกด้วยแถบกาว ลงชื่อทั้งผู้ทดสอบและผู้รับการตรวจ แล้วส่งแบบแช่เย็นไปตรวจยืนยัน ข้อ 3
4. ตรวจยืนยัน ห้องปฏิบัติการที่กำหนด เช่น หน่วยพิสูจน์หลักฐานของตำรวจ สำนักงาน ป.ป.ส. หรือโรงพยาบาลของรัฐ ตรวจด้วยวิธีแยกสาร (Chromatography) ข้อ 4
5. ตัดสินผล ผลเบื้องต้นพบสารตั้งแต่ 1 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ขึ้นไป และผลยืนยันพบแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน จึงถือว่าเป็นผู้เสพ ข้อ 5

สิ่งที่ผู้ขับควรสังเกตคือ ตัวอย่างต้องมีฉลาก ลงชื่อกำกับ และผนึกต่อหน้าคุณ และผลเบื้องต้นอย่างเดียวยังไม่ใช่ข้อสรุป ต้องมีการตรวจยืนยันด้วย

ปฏิเสธการตรวจได้ไหม

ไม่ควรปฏิเสธ เพราะมีผลทางกฎหมายโดยตรง

โทษเมื่อตรวจพบว่าขับขณะเสพ

ผลของการกระทำ โทษตามมาตรา 157/1
ขับขณะเสพ (ยังไม่มีผู้บาดเจ็บ) โทษตามกฎหมายยาเสพติดเพิ่มอีกหนึ่งในสาม และศาลสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอน
ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตราย จำคุก 1–5 ปี และปรับ 20,000–100,000 บาท พักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปีหรือเพิกถอน
ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส จำคุก 2–6 ปี และปรับ 40,000–120,000 บาท พักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือเพิกถอน
ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 3–10 ปี และปรับ 60,000–200,000 บาท และเพิกถอนใบขับขี่

นอกจากนี้ยังถูกตัด 4 คะแนนตามระบบตัดคะแนน (ดู ระบบตัดคะแนนใบขับขี่)

ยาที่ควรระวังก่อนขับ

ยาที่ซื้อได้หรือแพทย์สั่งโดยถูกต้อง ไม่ใช่ยาเสพติดตามมาตรา 43 ทวิ แต่ถ้ากินแล้วง่วง ซึม มึน หรือตอบสนองช้า อาจเข้าข่ายขับรถ "ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ" ตาม มาตรา 43 (1) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 2,000–10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 158/1) และถูกตัด 3 คะแนน

กลุ่มยาที่มักมีคำเตือนเรื่องความง่วง เช่น

ยาบางชนิดอาจทำให้ผลตรวจเบื้องต้นคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่กฎกระทรวงกำหนดให้ต้องตรวจยืนยันทุกครั้ง ถ้าคุณกินยาอยู่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ก่อนตรวจว่ากินยาอะไร

เช็คลิสต์ก่อนขับเมื่อกินยา

💡 กฎง่าย ๆ คือ ถ้ายาทำให้คุณไม่อยากทำงานที่ต้องใช้สมาธิ ก็อย่าเพิ่งขับรถ รอจนฤทธิ์ยาหมดแล้วค่อยออกเดินทาง

สรุป

🎓 ทำ quiz กฎจราจรประจำวัน รับแต้ม
แชร์บทความFacebookLINEXThreads
แหล่งอ้างอิง