ผู้ขับขี่สูงวัยจำนวนมากมีประสบการณ์บนถนนมากกว่าคนรุ่นหลังหลายสิบปี และขับอย่างระมัดระวังกว่าด้วยซ้ำ อายุจึงไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครควรหรือไม่ควรขับ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ร่างกายในวันนี้ยังพร้อมสำหรับการขับแค่ไหน เพราะสายตา การได้ยิน ความยืดหยุ่นของร่างกาย และความเร็วในการตอบสนอง ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามวัยโดยที่เราอาจไม่ทันสังเกต
บทความนี้เขียนสำหรับทั้งผู้ขับขี่สูงวัยที่อยากขับต่ออย่างมั่นใจ และลูกหลานที่อยากดูแลโดยไม่ทำให้ท่านรู้สึกถูกลดทอนความสามารถ
สำรวจตัวเองแบบตรงไปตรงมา
ลองตอบคำถามเหล่านี้ด้วยความซื่อตรงกับตัวเอง ถ้ามีหลายข้อที่ตอบว่า "ใช่" อาจถึงเวลาปรึกษาแพทย์หรือปรับวิธีการเดินทาง
- ☐ อ่านป้ายจราจรได้ช้าลง หรือต้องเข้าไปใกล้กว่าเดิมจึงอ่านออก
- ☐ แสงไฟหน้ารถที่สวนมาตอนกลางคืนทำให้ตาพร่านานกว่าเดิม
- ☐ หันคอมองไหล่หรือมองจุดบอดได้ลำบาก
- ☐ ตกใจบ่อยกับรถหรือมอเตอร์ไซค์ที่ "โผล่มา" แบบไม่ทันเห็น
- ☐ หลงทางในเส้นทางที่เคยคุ้นเคย
- ☐ มีรอยขูดหรือบุบที่ตัวรถโดยจำไม่ได้ว่าเกิดตอนไหน
- ☐ คนในครอบครัวเริ่มไม่สบายใจเวลานั่งรถด้วย
สายตาและการได้ยิน: ตรวจสม่ำเสมอ
การขับรถพึ่งสายตาเป็นหลัก ปัญหาที่พบได้บ่อยเมื่ออายุมากขึ้น เช่น สายตายาว ต้อกระจก หรือการมองเห็นในที่แสงน้อยลดลง ส่วนใหญ่แก้ไขหรือบรรเทาได้ถ้ารู้ตัวเร็ว
- ตรวจตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และใส่แว่นที่ตรงกับค่าสายตาปัจจุบันทุกครั้งที่ขับ
- เช็ดกระจกหน้า กระจกมองข้าง และไฟหน้ารถให้สะอาด จะช่วยลดแสงพร่าได้มาก
- ถ้าการได้ยินลดลง ให้ใช้กระจกมองหลังและมองซ้ายขวาบ่อยขึ้น เพราะอาจไม่ได้ยินเสียงแตรหรือไซเรน
การต่ออายุใบขับขี่ในปัจจุบันต้องใช้ใบรับรองแพทย์ตามแบบที่กำหนด และมีการทดสอบสมรรถภาพ เช่น สายตา ซึ่งเงื่อนไขการทดสอบอาจแตกต่างตามอายุและระยะเวลาที่ขาดต่อ และอาจปรับเปลี่ยนตามประกาศ ควรตรวจสอบกับกรมการขนส่งทางบกก่อนไปต่อ ดูขั้นตอนได้ที่ ต่ออายุใบขับขี่
ยาและโรคประจำตัว: ถามแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ
ยาหลายชนิดทำให้ง่วง มึน หรือตอบสนองช้าลง เช่น ยาแก้แพ้บางชนิด ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคประจำตัว ยิ่งใช้ยาหลายตัวพร้อมกันยิ่งต้องระวัง
- ทุกครั้งที่ได้ยาใหม่ ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกรว่า "ยานี้ขับรถได้ไหม"
- อ่านฉลากยา ถ้ามีคำเตือนเรื่องง่วงซึม ให้งดขับหลังกินยา
- ถ้ามีโรคที่อาจทำให้หน้ามืด ชัก หรือน้ำตาลในเลือดต่ำกะทันหัน ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการขับรถโดยเฉพาะ
ในทางกฎหมาย มาตรา 43 พ.ร.บ.จราจรทางบก ห้ามขับรถ ในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับอายุ แต่หมายถึงสภาพร่างกายในตอนนั้น เช่น ง่วงมากหรือได้รับผลจากยา จึงเป็นเรื่องที่ผู้ขับขี่ทุกวัยต้องประเมินตัวเองก่อนออกรถ
ปรับวิธีขับให้เข้ากับร่างกาย
ไม่จำเป็นต้องเลิกขับเพื่อให้ปลอดภัยขึ้น การปรับเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วยได้มาก
| สถานการณ์ | วิธีปรับ |
|---|---|
| มองไม่ค่อยชัดตอนกลางคืน | ขับเฉพาะกลางวัน หรือออกเดินทางให้ถึงก่อนมืด |
| ถนนรถติดและเร่งรีบ | เลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน เลือกเวลาที่ถนนโล่ง |
| เลี้ยวขวาตัดหน้ารถสวนแล้วกะระยะยาก | เลือกเส้นทางที่เลี้ยวซ้ายแล้วกลับรถ หรือแยกที่มีไฟลูกศร |
| เหนื่อยง่าย | วางแผนพักบ่อยขึ้น และไม่ขับทางไกลคนเดียว |
| เส้นทางไม่คุ้นเคย | ศึกษาเส้นทางก่อนออกเดินทาง และให้คนนั่งข้างช่วยดูแผนที่ |
| ฝนตกหนักหรือหมอก | เลื่อนการเดินทางถ้าไม่จำเป็น |
นอกจากนี้ ควรปรับเบาะให้มองเห็นถนนชัดและเหยียบเบรกได้เต็มเท้า ปรับกระจกมองข้างให้ลดจุดบอด และเว้นระยะจากรถคันหน้าให้มากกว่าเดิม เพื่อมีเวลาตัดสินใจมากขึ้น
💡 ลองให้ลูกหลานหรือเพื่อนที่ไว้ใจนั่งไปด้วยสักรอบ แล้วขอความเห็นตรง ๆ แบบไม่ตัดสิน บางครั้งคนข้าง ๆ เห็นสิ่งที่เรามองข้ามไป และช่วยให้มั่นใจขึ้นว่ายังขับได้ดี
คุยกันในครอบครัวอย่างให้เกียรติ
สำหรับลูกหลาน การชวนคุยเรื่องการขับรถกับพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะรถหมายถึงความเป็นอิสระ
- เริ่มคุยตั้งแต่ยังไม่มีเหตุการณ์ อย่ารอให้เกิดอุบัติเหตุก่อน
- พูดถึงความห่วงใย ไม่ใช่การตำหนิ เช่น "หนูเป็นห่วงเวลาพ่อขับกลับมืด ๆ"
- ให้ท่านเป็นคนตัดสินใจร่วม เช่น ตกลงกันว่าจะขับเฉพาะกลางวัน หรือเฉพาะเส้นทางใกล้บ้าน
- ชวนไปตรวจสุขภาพและตรวจตาด้วยกัน
ทางเลือกการเดินทางเมื่อไม่อยากขับเอง
การลดการขับไม่จำเป็นต้องหมายถึงการอยู่แต่บ้าน
- ให้ลูกหลานหรือคนในชุมชนช่วยขับในวันที่ต้องไปไกลหรือไปโรงพยาบาล
- ใช้แท็กซี่หรือแอปเรียกรถ ซึ่งลูกหลานช่วยเรียกให้จากโทรศัพท์ของตัวเองได้
- ใช้ขนส่งสาธารณะในเส้นทางที่สะดวก
ถ้ายังขับอยู่ Bok200 ช่วยได้ เช่น แจ้งเตือนพื้นที่ประจำ เมื่อมีอุบัติเหตุ น้ำท่วม หรือจุดก่อสร้างบนเส้นทางที่ใช้บ่อย และ "รถของฉัน" ที่เตือนเมื่อใบขับขี่ ภาษี หรือ พ.ร.บ. ใกล้หมดอายุ
สรุป
- ความปลอดภัยขึ้นกับความพร้อมของร่างกาย ไม่ใช่ตัวเลขอายุ สำรวจตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเป็นระยะ
- ตรวจตาสม่ำเสมอ และถามแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งว่ายาที่ใช้มีผลต่อการขับรถหรือไม่
- ปรับวิธีขับ เช่น ขับกลางวัน เลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน และเว้นระยะให้มากขึ้น
- คุยกันในครอบครัวด้วยความห่วงใย และวางทางเลือกการเดินทางไว้ล่วงหน้า


