ประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "แป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับมา" ลงไปซื้อของ จ่ายบิล หรือแวะทำธุระสั้น ๆ แล้วปล่อยลูกที่หลับอยู่ หรือสุนัขตัวโปรดไว้ในรถ แต่ภายในรถที่ปิดสนิทกลางแดดเมืองไทย ความร้อนสะสมได้เร็วและสูงกว่าที่เรารู้สึก ส่วนเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยงก็ไม่สามารถเปิดประตูหรือบอกใครได้ว่ากำลังไม่สบาย
อีกกรณีที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือ การลืม ซึ่งเกิดได้กับพ่อแม่ที่รักลูกมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อกิจวัตรเปลี่ยน เหนื่อย หรือเด็กหลับเงียบอยู่เบาะหลัง และกับรถรับส่งนักเรียนที่ไม่ได้ตรวจรถหลังส่งเด็ก
ทำไมรถที่จอดอยู่ถึงอันตราย
- รถที่ปิดกระจกเหมือนกล่องเก็บความร้อน แดดส่องผ่านกระจกเข้ามาแล้วระบายออกได้น้อย
- เด็กเล็กร่างกายร้อนขึ้นเร็วกว่าผู้ใหญ่ และยังระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่าผู้ใหญ่
- สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขระบายความร้อนได้จำกัด เพราะไม่ได้ขับเหงื่อทั่วตัวแบบคน
- เด็กที่ติดอยู่ในคาร์ซีทหรือหลับอยู่ อาจไม่ร้องหรือเคลื่อนไหวจนคนข้างนอกสังเกตเห็นได้ทัน
ความเชื่อที่พบบ่อยและความจริง
| ความเชื่อ | ความจริง |
|---|---|
| แง้มกระจกไว้นิดหน่อยก็พอ | ช่วยระบายความร้อนได้น้อยมาก ไม่ทำให้ปลอดภัย |
| จอดในร่มแล้วไม่เป็นไร | ร่มเงาเคลื่อนตามดวงอาทิตย์ และในรถก็ยังร้อนอบอ้าวได้ |
| ติดเครื่องเปิดแอร์ทิ้งไว้ก็ได้ | แอร์อาจตัดหรือเครื่องดับได้ เด็กอาจไปโยกเกียร์หรือกดปุ่มต่าง ๆ และเสี่ยงต่ออันตรายอื่น |
| แค่ไม่กี่นาทีเอง | ธุระสั้น ๆ มักใช้เวลานานกว่าที่ตั้งใจเสมอ |
กติกาที่ปลอดภัยที่สุดมีข้อเดียว ไม่ปล่อยเด็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถตามลำพัง ไม่ว่ากี่นาทีก็ตาม
สังเกตอาการอันตรายจากความร้อน
อาการที่ควรรีบช่วยทันที เช่น
- ตัวร้อนจัด ผิวแดง หรือผิวแห้ง
- ซึม งอแงผิดปกติ ปลุกยาก หรือไม่ตอบสนอง
- หายใจเร็ว หอบ อาเจียน
- ชัก หรือหมดสติ
- ในสัตว์เลี้ยง เช่น หอบแรงมาก น้ำลายไหลมาก ล้มตัวลงนอนลุกไม่ขึ้น
ถ้าพบเด็กหรือสัตว์ติดอยู่ในรถ
- โทร 1669 ทันทีถ้าเด็กดูมีอาการผิดปกติ และ โทร 191 เพื่อขอความช่วยเหลือในการเปิดรถ
- พยายามหาเจ้าของรถให้เร็วที่สุด เช่น ให้ร้านค้าหรือห้างใกล้ ๆ ประกาศหาเจ้าของ
- ทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ระหว่างรอ
- เมื่อนำเด็กออกมาได้ ให้พาไปที่ร่มหรือห้องที่เย็น คลายเสื้อผ้า ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวและพัดระบายความร้อน
- ถ้าเด็กหมดสติ อย่าป้อนน้ำ เพราะอาจสำลัก ให้รอทีมแพทย์ฉุกเฉิน
ถึงเด็กจะดูดีขึ้นแล้ว ก็ควรให้แพทย์ตรวจอีกครั้ง
เทคนิคกันลืมเด็กไว้ในรถ
การลืมไม่ได้แปลว่าเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี แต่สมองคนเราทำงานแบบอัตโนมัติเมื่อเหนื่อยหรือกิจวัตรเปลี่ยน จึงควรสร้างระบบช่วยจำไว้ก่อน
- ☐ วาง ของที่ต้องใช้แน่ ๆ เช่น กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ หรือกระเป๋าทำงาน ไว้ที่เบาะหลังข้างเด็ก
- ☐ วางตุ๊กตาหรือของเล่นของลูกไว้ที่เบาะหน้า ทุกครั้งที่ลูกนั่งคาร์ซีท
- ☐ ฝึกนิสัย "เปิดประตูหลังดูทุกครั้งก่อนล็อกรถ" แม้วันที่ไม่ได้พาลูกมา
- ☐ ตกลงกับโรงเรียนหรือเนอสเซอรี่ให้ โทรหาทันที ถ้าเด็กไม่มาตามเวลา
- ☐ วันที่เปลี่ยนคนไปส่ง ให้ส่งข้อความยืนยันกันว่า "ส่งลูกถึงแล้ว"
- ☐ ล็อกรถและเก็บกุญแจให้พ้นมือเด็กเสมอ เพราะเด็กอาจปีนเข้าไปเล่นในรถเองแล้วออกไม่ได้
- ☐ สอนลูกที่โตพอว่า ถ้าติดอยู่ในรถให้ บีบแตรหรือเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเรียกคน
สำหรับ คนขับรถรับส่งนักเรียน ควรเดินตรวจตั้งแต่หน้ารถจนถึงท้ายรถ ดูใต้เบาะและเบาะหลังสุดทุกครั้งหลังส่งเด็ก และใช้รายชื่อเช็กเด็กขึ้นลงทุกรอบ
💡 ตั้งเตือนในโทรศัพท์เป็นเวลาที่ควรถึงที่ทำงานพร้อมข้อความ "ส่งลูกแล้วหรือยัง?" ถ้ากิจวัตรประจำวันเปลี่ยนบ่อย เตือนเล็ก ๆ แบบนี้อาจช่วยชีวิตได้
ขณะขับก็ต้องปลอดภัยด้วย
นอกจากไม่ทิ้งเด็กไว้ในรถ ระหว่างเดินทางเด็กก็ควรนั่งในที่นั่งที่เหมาะกับวัย ตาม มาตรา 123 พ.ร.บ.จราจรทางบก เด็กอายุไม่เกิน 6 ปีต้องนั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ที่นั่งพิเศษ หรือมีวิธีป้องกันอันตราย ส่วนคนโดยสารที่สูงไม่เกิน 135 เซนติเมตรต้องคาดเข็มขัดนิรภัยหรือมีวิธีป้องกันอันตราย ไม่ว่าจะนั่งแถวใด ส่วนสัตว์เลี้ยงควรอยู่ในกรงหรือใช้สายรัดสำหรับสัตว์ ไม่ปล่อยให้เดินไปมาในรถหรือนั่งตักคนขับ
สรุป
- ไม่ปล่อยเด็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถตามลำพัง แม้จะแง้มกระจกหรือเปิดแอร์ไว้
- รู้อาการอันตรายจากความร้อน และโทร 1669 กับ 191 ทันทีเมื่อพบเด็กติดในรถ
- สร้างระบบกันลืม เช่น วางของสำคัญไว้เบาะหลัง และเปิดดูเบาะหลังทุกครั้งก่อนล็อกรถ
- ล็อกรถและเก็บกุญแจให้พ้นมือเด็กเสมอ


